หน้าแรก สมัครสมาชิก ถาม-ตอบ ติดต่อเรา เกี่ยวกับเรา ใบอนุญาตทนายความ ประวัติทนาย
สถานีโทรทัศน์
ทีวีสี ช่อง 3
ทีวีสี ช่อง 5
ทีวีสี ช่อง 7
ทีวีสี ช่อง 9
ITV
UBC
Nation Channel
สาระความรู้
สูตรอาหารนานาชาติ
ข้อมูลท่องเที่ยว
ห้องสมุดดิจิตอล
บทความน่ารู้
ห้องสมุดกฎหมาย
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
หนังสือพิมพ์
บ้านเมือง
ไทยรัฐ
ข่าวสด
มติชน
คมชัดลึก
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกโพสต์
ข่าวเด่นประจำวัน
แนวหน้า
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
มติชนสุดสัปดาห์
เดลินิวส์
เส้นทางเศรษฐกิจ
มุมนักเสี่ยงโชค
ตรวจผลล็อตเตอรี่
ผลสลากออมสิน

การพระราชทานอภัยโทษมี ๒ แบบ

ต่อไปนี้ทนายจะได้อธิบายหลักเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องการพระราชทานอภัยโทษของประเทศไทยนะครับว่ามีทั้งหมดแก่แบบแต่ละแบบมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอย่างไรบ้าง โดยทนายขอเริ่มอธิบายดังต่อไปนี้

การพระราชทานอภัยโทษมี ๒ แบบครับ

แบบแรก เป็นแบบรายบุคคลหรือคณะบุคคลที่เป็นผู้ต้องคำพิพากษา ซึ่งเป็นการดำเนินการเฉพาะตัวหรือเฉพาะรายหรือเฉพาะคณะบุคคลที่ต้องคำพิพากษานั้นๆ เท่านั้น (เช่นในกรณีที่มีผู้ต้องคำพิพากษาในการกระทำความผิดเดียวกันหลายคน)

แบบที่สอง เป็นกรณีที่เรียกว่าเป็นแบบทั่วไป เป็นการดำเนินการของรัฐบาลโดยการออกเป็นกฎหมายเรียกว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ

การพระราชทานอภัยโทษแบบแรก ผู้ต้องคำพิพากษาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้เริ่มเรื่องด้วยการยื่นเรื่องราวทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นการดำเนินการเฉพาะรายบุคคลหรือคณะบุคคลที่ต้องคำพิพากษาของตนเท่านั้น พูดง่ายๆ คือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของตนเองไม่เกี่ยวกับคนอื่น กรณีนี้แม้จะถือกันว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องคำพิพากษาหรือของผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการเมื่อใดก็ได้ แต่ในการดำเนินการนั้น ผู้ต้องคำพิพากษาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๙ ถึง มาตรา ๒๖๗ และระเบียบปฎิบัติของกรมราชทัณฑ์ด้วย ซึ่งกรมราชทัณฑ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ต้องคำพิพากษาหรือนักโทษผู้นั้นเพื่อใช้ทำความเห็นถวายประกอบเรื่องราวทูลเกล้าฯ ขอพระราชทาน อภัยโทษของผู้นั้น

ส่วนการพระราชทานอภัยโทษแบบที่สอง คือแบบเป็นการทั่วไปนั้น เป็นการดำเนินการของรัฐบาลไม่ใช่การดำเนินการของตัวผู้ต้องคำพิพากษาหรือของผู้เกี่ยวข้อง การดำเนินการตามแบบที่สองนี้ต่างกับแบบแรก และไม่เกี่ยวข้องกับการขอพระราชทานอภัยโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๙ ถึง มาตรา ๒๖๗ แต่จะดำเนินการโดยการออกเป็นกฎหมายเรียกว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะดำเนินการในโอกาสสำคัญของบ้านเมืองหรือในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์และพระราชินี เช่น ในกรณีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ ๖๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้น

ในกรณีการออกเป็นพระราชกฤษฏีกานี้ ผู้ต้องคำพิพากษาหรือนักโทษที่เข้าลักษณะหรือเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนี้จะได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยไม่ต้องยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ หรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนี้ จะกำหนดไว้ ๓ หลักเกณฑ์ คือ

๑)ให้ปล่อยตัวไป
๒)ให้เพียงลดโทษ
๓)ไม่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาฯ

ขั้นตอนการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนั้น จะเริ่มต้นที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม (เดิมเป็นกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่กรมราชทัณฑ์จะย้ายมาสังกัดกระทรวงยุติธรรม) โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการพระราชทาน อภัยโทษ มีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน และยังมีผู้แทนจากหน่วยงานต่อไปนี้เป็นกรรมการด้วย ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักราชเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยมีผู้แทนกรมราชทัณฑ์เป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่สำคัญ คือ กำหนดหลักเกณฑ์ การออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ รวมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานอภัยโทษ

คณะกรรมการชุดนี้จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ตามแนวทางที่คณะกรรมการพิจารณากำหนดไว้ โดยมีรองปลัดกระทรวงยุติธรรม (โดยปกติจะเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรมหัวหน้ากลุมงานที่ดูแลกรมราชทัณฑ์) เป็นประธาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา การจะออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษของรัฐบาลแต่ละชุด จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลรับผิดชอบเป็นการเฉพาะคราว โดยจะไม่มีการยุ่งเกี่ยวหรือการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเลย และมิใช่เป็นการดำเนินการตามอำเภอใจของรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองด้วย หากแต่เป็นการหารือร่วมกันของผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน

หลักเกณฑ์ทั่วไปข้อหนึ่งที่มักจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้คือการกำหนดให้ปล่อยตัวนักโทษที่มีอายุหกสิบปีขึ้นไปที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ แต่หากนักโทษผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายกรณีตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนั้น หรือตามที่กำหนดในบัญชีแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว นักโทษผู้นั้นก็จะไม่ได้รับการปล่อยตัว มีสิทธิได้รับเพียงการลดโทษให้เป็นสัดส่วนตามลำดับชั้นนักโทษที่กำหนดในกฎหมายราชทัณฑ์และกฎกระทรวงฯ ที่กรมราชทัณฑ์ต้องถือปฏิบัติเท่านั้น ตัวอย่าง เช่น การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือ การกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ก็จะไม่ได้รับการปล่อยตัว เป็นต้น

ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้นมา รัฐบาลทุกรัฐบาลก็จะกำหนดไม่ให้ปล่อยตัวนักโทษที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แม้จะมีอายุเกินกว่าหกสิบปีก็ตาม

การปฏิบัติเช่นนี้ เริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณฯ เอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ และ พ.ศ. ๒๕๔๙ รัฐบาลของ พล.อ. สุรยุทธฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ ต่อเนื่องตลอดมา นักโทษประเภทนี้จะได้รับเพียงการลดโทษตามชั้นนักโทษของผู้นั้นเท่านั้น

ดังนั้น การจะพิจารณาว่านักโทษผู้ใดที่จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษจะดูเฉพาะอายุไม่ได้ แต่ต้องดูความผิดที่ได้รับโทษประกอบกันด้วย

   ท้ายนี้ทนายขอสรุปว่าการจะมีการอภัยโทษในช่วงเวลาใดนั้นคงจะต้องดูว่ารัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฏีกาพระอัยโทษหรือไม่อย่างไร  



ติดต่อเราผ่านฟอร์มเมล์
อีเมล์คุณ
เรื่อง
รายละเอียด


Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
แหล่งรวมกฏหมาย
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พระราชบัญัติคุ้มครองผู้บริโภค
พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
พระราชบัญัติจราจรทางบก
พระราชบัญัติสิทธิบัตร
พระราชบัญัติลิขสิทธิ์
พระราชบัญัติเครื่องหมายการค้า
ประมวลกฏหมายอาญา
เวบพันธมิตร
A-LADin-Advisor
ห้องพักราคาประหยัด
ฟาร์มปลาหัวไผ่
วัดโลห์ อ่างทอง
ทนายที่ดิน
ทนายรถยนต์
ทนายแรงงาน

© 2018 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com